Like us On

# INSTAGRAM

เรียนออสเตรเลีย, เรียนต่อออสเตรเลีย, เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย, เรียนมัธยมที่ออสเตรเลีย  

25 Reasons to love Melbourne
เมลเบิร์น เมือริมมหาสมุทรที่ไม่ได้เพียงกลิ่นอายทะเลเป็นจุดขายโบสถ์เก่า เสื้อผ้าวินเทจ บาร์สสุดเก๋ ถนนแห่งศิลปะ เส้นทาไวน์โลกใหม่  และอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ใครหลงเสน่ห์เมืองนี้

1. Architectural Walk

สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่าความหรูหราของยุควิกตอเรีย  ความโอ่อ่าของศิลปะกอธิก และความล้ำสมัยในการใช้ลวดลายเรขาคณิตของยุคดิจิตอล ได้หลอมรวมเป็นเอกลักษณ์ของเมือเมลเบิร์น ที่ Melbourne’s Central Business District คือตัวอย่างของการผสมผสานทั้ง 3 สิ่งได้อย่างลงตัว ในขณะที่หลังคาโดมขอสถานีรถไฟเก่าแก่ฟลินเดอร์ส ช่างตัดกับหลังคาโค้งของสนามกีฬาโอลิมปิก ที่นำรูปทรงสามเหลี่ยมมาประกอบเป้นความโค้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนย่านจัตุรัสวิกตอเรียที่เต็มไปด้วยโบสถ์และอาคารเก่า ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากภาพของคาเฟ่เก๋ๆ บนถนน Bourke street ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถเห็นได้ในเมลเบิร์นเท่านั้น

2. Skydeck 88

การขึ้นหอคอยเพื่อชมวิวเมืองจากมุมสูงแบบพาโนรามาเห็นจะธรรมดาไปทันที เมื่อได้มาสัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นที่ Skydeck 88 ชั้นบนสุดของตึก Eureka Tower ความตื่นเต้นที่ว่าเริ่มต้นที่ความสั่นสะเทือนของห้องชมวิวทรงกล่องสี่เหลี่ยม  ซึ่งทำจากโครงเหล็กกรุกระจกใส จากนั้นเมื่อเตรียมใจพร้อม กล่องกระจกจะค่อยๆ เลื่อนออกไปสู่กลางอากาศ และทันทีที่เสียงแกร๊กดังนั้น พื้นกระจกซึ่งกำลังเหยียบอยู่จะเปลี่ยนจากความขุ่นมัว เป็นความใสที่มองเห็นเมืองเมลเบิร์นทั้งเมืองได้ชัดเจนจน ขาสั่นเลยทีเดียว  (ไม่ควรขึ้นวันที่มีหมอกหนา เพราะจะมองไม่เห็นอะไรเลย  เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. www.eurakaskydeck.com.au

3. The Yarra river

ถ้าจะเปิดฉากความรื่นรมย์ของการเดินทอดน่องท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่คือจุดหมายที่แรกที่คุณควรรู้จัก…แม่น้ำยาร์รา  (Yarra River) สายน้ำที่ซึ่งเปรียบได้กับหัวใจของเมลเบิร์นกว่า 242 กิโลเมตรที่แม่น้ำไหลผ่านกลางเมืองลงสู่ท่าเรือฟิลลิปนั้น ใสสะอาดจนติดอันดับโลก และที่นั่นทำให้แหล่งท่องเที่ยว  โรงแรม สถานที่สำคัญต่างมารวมกันอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำ  ไม่แปลกหากจะเห็นนักท่องเที่ยวปั่นจักรยาน หรือไม่ก็เดินชมวิวบนทางเดินเลียบแม่น้ำที่เชื่อมสู่สวน พฤกษศาสตร์ Royal Botanical Gardens, พิพิธภัณฑ์ Scienceworks ,Art Center , คาสิโน รวมทั้งย่านชอบปิงชื่อดัง และถ้าจะให้ซึมซับบรรยากาศของแม่น้ำยาร์ราอย่างอิ่มอารมณ์ บริการเรือล่องแม่น้ำพร้อมอาหารกลางวันสักมื้อ ดูจะเป็นโปรแกรมทัวร์ที่สร้างความแตกต่างในการเที่ยวเมลเบิร์นอยู่ไม่น้อย

4. Secret Street

แม้แต่ชาวเมลเบิร์นเองก็ยังอดตื่นตาตื่นใจกับร้านรวงที่ซ่อนเร้นอยู่ตามตรอกซอกซอยเล็กๆ เสียไม่ได้ ทั้ง Roof Top Bar ที่มีคนแน่นจนหาที่ยืนไม่ได้ ตั้งแต่ 5 โมงเย็น ร้านขายเสื้อผ้าบูติกดีไซน์เก๋ที่ราคาแพงลิบ ร้านขายเครื่องชงกาแฟที่รวมเครื่องชงกาแฟโบราณหลากสัญชาติบ้างเป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่พบว่ามีหนังสือและไดอารีจากพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อดังทั่วโลกมาวางขาย ยังไม่นับรวมร้านของเก่า ของเก๋ๆ สไตล์วินเทจที่ต้องลัดเลาะเดินเข้าซอยเล็กๆ เท่านั้นจึงจะพบเจอ ที่นี่น่าจะเป็นอีกจุดหมายของขาชอปที่ชอบเดินเล่น เพราะจะทำให้คุณได้เพลิดเพลินกับการจับจ่ายสินค้าเก๋ๆ ไม่ซ้ำใคร (ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดบริการราว 16.00 น. ส่วนผับบาร์ คนจะแน่นตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป)

5. Puffing Billy Steam Train

ต่อลมหายใจให้รถไฟฟ้าหัวจักรไอน้ำขบวนสุดท้ายในเมลเบิร์นกับเส้นทางรถไฟ Puffing Billy ที่นำหัวจักรไอน้ำอายุกว่า 150 ปีมาให้บริการอีกครั้ง ท่ามกลางพนักงานการรถไฟที่แต่งชุดไม่ผิดกับเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเลยสุกนิดเดียว กว่า 40 กิโลเมตรขอรถไฟสายนี้ ต้องพ่นไอน้ำฝ่าความร่มครึ้มของป่าเชอร์วูด ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า และเสียงการเต้นรำอย่างสนุกสนานของคณะนักดนตรีที่รอต้อนรับตามชานชาลาที่จำลองแบบเมื่อก่อนเก่า  มีให้เลือกนั่งทั้งตู้ระดับหรูที่ให้บริการอาหาร ไวน์ และชุด Afternoon Tea แต่ถ้าจะให้ได้บรรยากาศรถไฟฟ้าหัวจักรไอน้ำของแท้ ต้องนั่งห้อยขาผ่านบานหน้าต่าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถไฟขบวนนี้ (www.puffingbilly.com.au)

6. 100 years Trams

รถรางไฟฟ้าสุดคลาสสิกอายุกว่า 100 ปี คือความทรงจำดีๆ ที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในออสเตรเลีย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถรางสายสีแดงที่เรียกว่า City Cycle Tram เพื่อชมเมืองได้ฟรี โดยรถจะออกทุก 12 นาที วิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองเมลเบิร์นชั้นใน  เช่น บ้านกัปตันคุก (Cook’s cottage) อนุสรณ์สถานของทหารหาญในสงครามโลก อาคารรัฐสภา  สถานีรถไฟเก่า ฟลินเดอร์ส (Flinders Street Station) หอสมุดแห่งชาติ (State Library and Museum) ตลาด Queen Victoria Market และถนนสายหลักที่เป็นศูนย์กลางการชอปปิง รวมเวลารอบละ 40 นาที ทว่านักท่องเที่ยวสามารถกระโดดลงและกระโดดขึ้นได้ทุกสถานี มีให้เลือกทั้งสายวนตามเข็มนาฬิกา  และเส้นทางทวนเข็มนาฬิกา (วันอาทิตย์-พุธ เปิดบริการเวลา 10.00-18.00 น. วันพฤหัสบดี-เสาร์ เปิดบริการเวลา 10.00-21.00 น. หยุดทุกวันคริสต์มาส สำหรับช่วงเวลาอื่นยังมีรถรางที่เสียค่าโดยสาร ให้บริการตั้งแต่ตี 5  ถึงเที่ยงคืน)

7. Street Square

เมลเบิร์นนับได้ว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ ที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างความเป็นเอเชียและยุโรป นอกจาก
แกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ซึ่งเรียงรายอยู่ในย่าน Federation Square แล้ว  ศิลปะข้างถนนคือสิ่งที่สามารถพบเจอได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่ไร้ขีดจำกัดของผู้คน ตลาดนัดของแฮนด์เมดจากวัสดุรีไซเคิลในทุกเช้าวันเสาร์ การเต้นเปิดหมวกแบบมืออาชีพที่พบเจอได้ทุกมุมถนน การร้องรำทำเพลงของชาวฮินดูที่เดินขบวนอย่างสนุกสนานไปทั่วเมือง   หรือบางครั้งคุณเองก็อาจจะได้เป็นศิลปินรับเชิญช่วยกันแต่งแต้มงานศิลปะนอกห้องจัดแสดง ที่มีเพียงเศษใบไม้มาแปะเป็นรูปหัวใจบนกำแพงไม่มีใครจับจอง

8. Chocolate Factory

ตามล่าความฝันวัยเด็กสู่โรงงานช็อกโกแลตแห่งเดียวบนเกาะฟิลลิป  Pannys Amazing  World of Chocolate ที่ซึ่งหวานหอมด้วยช็อกโกแลต White Truffle ชื่อดังของที่นี่ Chocolate Lovers ต้องเดินผ่านต้นโกโก้สู่ม่านน้ำตก ช็อกโกแลตสีน้ำตาลเข้ม พร้อมชมงานประติมากรรมขนาดเท่าคนจริงที่ทำจากช็อกโกแลต ส่วนเด็กๆ คงอดตื่นเต้นไม่ได้กับบ้านตุ๊กตา ที่ของทุกอย่างประดิษฐ์จากช็อกโกแลตเช่นกัน  และใครนึกสนุก โรงงานแห่งความสุขยังมีเครื่องทำช็อกโกแลตให้ได้ลองทำขนมในฝันด้วยมือเราเอง (www.phillipislandchocolatefactory.com.au)

9. Winery tour

เชื่อแน่ว่านักชิมจะต้องมนต์เสน่ห์ของ Mornington  Peninsula เมืองชายทะเลของเมลเบิร์น อันเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะฟาร์มเลี้ยงแกะและไร่ผักผลไม้เท่านั้น ที่นี่ยังเลื่องชื่อในเรื่องการผลิตไวน์โลกใหม่และแหล่งผลิตไวน์บูติกชื่อดังของออสเตรลีย ไร่องุ่นที่จัดได้อย่างสวยงามกว่า 170 แห่ง ห้องใต้ดินสำหรับบ่มไวน์กว่า 50 ห้อง ถูกบรรจุในเส้นทาง Winery tour เพื่อให้นักชิมได้เลือกซื้อไวน์คุณภาพเยี่ยมในราคาย่อมเยา ไวเนอรีบางแห่งมีการสร้างกระท่อมเล็กๆ น่ารักเป็นร้านอาหาร  บรรยากาศกลางไร่องุ่น  รวมทั้งเป็นที่พักให้ได้สัมผัสกรุ่นไวน์อย่างใกล้ชิด (www.mpgourmat.com.au)

10. Penguin Parade 

กล้องถ่ายรูปและกล้องวีดิโอเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดทันทีที่เดินสู่ชายหาดซัมเมอร์แลนด์ (Summerland Beach) อันเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในอุทยานธรรมชาติเกาะฟิลลิป (Phillip Island Nature Park) พลันที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ขนสีดำมันวาวโต้คลื่นอยู่ไกลลิบ ก็ทำให้เข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมทางอุทยานฯ พยายามทุกวิถีทางเพื่ออนุรักษ์เพนกวินที่เล็กที่สุดในโลกฝูงนี้ไว้  โดยเฉพาะแสงแฟลช ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กจำทางกลับบ้านไม่ได้ จนต้องจากหาดแห่งนี้ไป เกือบครึ่งชั่วโมงที่นั่งรอคอยอยู่บนอัฒจรรย์กลางแจ้งคือการรอคอยที่คุ้มค่า เมื่อได้เห็นแพนกวินตัวเล็กๆ นับร้อยค่อยๆ เดินเรียงแถวขึ้นจากชายฝั่ง แล้วต่างด้อมๆ มองๆ หาโพรงรัง โพรงใต้ดิน ด้วยท่วงท่าที่คล้ายเด็กหัดเดิน ทำให้พวกมันดูน่ารักยิ่งกว่าการชมแพนกวินว่ายน้ำในสวนสัตว์เป็นร้อยเท่า เพราะทุกอย่างบนชายหาดแห่งนี้คือของจริง (www.penguins.org.au)

11.  Ballarat Wildlife Park

เพราะจิงโจ้น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กลายเป็น “แบรนด์” ของออสเตรเลียไปแล้ว การได้เห็นจิงโจ้ตัวจริงจึงเป็นประสบการณ์ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็นเมืองใดก็ตาม และที่เมลเบิร์น สำหรับคนที่ตั้งใจมาให้อาหารจิงโจ้ออสเตรเลีย เลียด้วยมือตัวเอง  ก็ต้องแวะเวียนมาที่ Ballarat Wildlife Park สวนสัตว์ที่รวมความอัศจรรย์ ของสัตว์บนเกาะออสเตรเลียแห่งนี้ไว้ด้วยกัน  ที่นี่คุณสามารถเดินเล่นท่ามกลางหมู่จิงโจ้ที่กระโดดอยู่ข้างๆ หรือจะป้อนอาหารเจ้าสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเหล่านี้  หากโชคดีอาจจะได้เห็นลูกจิงโจ้ที่ค่อยๆ  โผล่หน้ามาจากกระเป๋าหน้าท้อง  ส่วนใครที่อยากรู้ว่ากอดโคอาลานั้นอุ่นแค่ไหน ที่นี่มีโคอาลาพ่อแม่ลูกคอยต้อนรับ และให้คุณได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่าได้มาถึงออสเตรเลียแล้ว (เปิดบริการทุกวันเวลา 09.00-17.30 น. www.wildlifepark.com.au)

12.  Max’s Restaurant

Max’s Restaurant เป็นร้านอาหารแห่งแรกในหุบเขาแห่งไวน์ที่ชื่อ Red hill Mornington Peninsula ซึ่งทั่วโลกรู้จักดีในฐานะแหล่งผลิตไวน์โลกใหม่ที่มีไวน์บูติกให้เลือกมากมาย เชฟแมกซ์  (Max Paganoni) ก็เช่นกัน หลังจากที่เขาได้มาเที่ยวไวเนอรีแห่งหนึ่ง ซึ่งเสิร์ฟเพียงไวน์ชั้นเลิศคู่กับชีสหลากชนิด แมกซ์จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างไร่ไวน์ของตัวเอง ใน ค.ศ. 1993 พร้อมเปิดร้านอาหารบนเนินเขาที่มองเห็นวิวของทิวเถาองุ่น   ซึ่งลาดลงสู่สีฟ้าครามของมหาสมุทร   ทั้งยังมีความยิ่งใหญ่ของเกาะฟิลลิปเป็นฉากหลัง  แน่นอนว่าอาหารของแมกซ์เป็นอาหารอิตาเลียนปรุงแต่งจากพืชผักออร์แกนิกในไร่  รวมทั้งอาหารทะเลสดใหม่ที่แมกซ์ได้คัดสรรมาแล้วว่าควรคู่กับไวน์ชนิดไหนจึงจะกลมกล่อมที่สุด (www.maxrestaurant.com.au)

13.  Seal Rocks

ความงามทางธรรมชาติของเมืองเลียบมหาสมุทรอย่างเมลเบิร์นนั้นไม่เป็นรองใคร  โดยเฉพาะความอัศจรรย์ของเกาะฟิลลิป  (Phillip  island) เกาะที่รวมเอาความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางธรรมชาติเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นสิงโตทะเล  จิงโจ้  เพนกวิน  โคอาลา  วอมแบต  รวมทั้งนกนางนวลฝูงใหญ่  นอกจากเส้นทาวขับรถเที่ยวเลาะเลียบชายฝั่งแล้ว Nobbies Center  คืออีกจุดหมายที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด  เพราะที่นี่มีสะพานไม้พาเดินเลาะตามโขดหิน  และมี Seal Rocks โขดหินสีดำที่ยื่นออกไปกลางทะเลยังเป็นแหล่งที่อยู่ของแมวน้ำ  Fur Seal ขนาดใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย (เข้าชมฟรี ฤดูร้อน เปิดเวลา  10.00 – 16.00 น.  และฤดูใบไม้ร่วง   เปิด  11.00 – 17.00 น. ฤดูหนาว เปิด 11.00 – 16.00 น. และฤดูใบไม้ผลิ  เปิดเวลา 11.00 – 18.00 น.  www.visitphillipisland.com )

14. Strawberry  Farm

ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไร่สตรอว์เบอร์รี  แต่ที่ Sunny Ridge Strawberry Farm คือโปรแกรมฟาร์มทัวร์อันดับต้นๆ เมื่อ มาถึงเมลเบิร์น  เพียงชั่วโมงเศษจากสนามบิน  นักท่องเที่ยวสามารถหยิบตะกร้าแล้วลุยไล่สตรอว์เบอร์รีที่อยู่บนเนินเขาเพื่อเลือกเก็บสตรอว์เบอร์รี่สดใหม่ไร้สารพิษได้ตามใจชอบ  จากนั้นจึงแวะที่  Strawberry Caf?  เพื่อชิมไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีซันเดย์ที่ใส่เนื้อสตรอว์เบอร์รีแบบเต็มๆ คำ  หรือจะเป็นสตรอว์เบอร์รีฟองดูที่นำสตรอว์เบอร์รีลูกใหญ่มาดิปกับช้อกโกแลตเข้มข้น  ก็ยิ่งทำให้คนรักสตรอว์เบอร์รีหลงรักที่นี่จนถอนตัวไม่ขึ้น  ก่อนกลับยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจาก
สตรอว์เบอร์รี  เช่น  ลิป แยม  น้ำสตรอว์เบอร์รี่  ฯลฯ  ให้ได้ซื้อเป็นของฝากอีกด้วย  (พฤศจิกายน – เมษายน  เป็นฤดูของสตรอว์เบอร์รี่  เปิดบริการ เวลา 09.00-05.00 น .   พฤษภาคม-ตุลาคม  เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์  เวลา 11.00-16.00 น.www.sunnyridge.com.au)

15. Churchill Island Heritage Farm

ใครที่ชื่นชอบการทำไร่ในเกม Farm Ville ต้องได้มาสัมผัสของจริงที่ Churchill Island Heritage Farm ฟาร์มซึ่งจะพาย้อนไปสู่ยุคของการทำไร่แบบชาวออสเตรเลียนแท้ๆ  ที่ไม่ใช้เครื่องจักรใดๆ  ทั้งสิ้นนอกจากสองมือ  บนเนื้อที่  57 เอเคอร์  แบ่งเป็นส่วนของคาเฟ่ที่นำวัตถุดิบในไร่มาปรุงแต่งเป็นอาหารโฮมเมดง่ายๆ  มองออกไปเห็นวิวทุ่งหญ้าที่มีวัวสีน้ำตาลขนปุยเล็มหญ้าอยู่เป็นฝูงย่อมๆ  ด้านในคือทางเดินใต้เงาต้นไม้ใหญ่ที่เชื่อมสู่คอกม้า  คอกวัว  โรงตีเหล็ก  แปลงผักสวนครัว  กระท่อมวินเทจที่มีหญิงชราแต่งตัวโบราณนั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่าง  เหมือนฉากในเทพนิยายก็ไม่ปาน  และที่จะขาดไม่ได้คือการชวนเด็กๆ มารีดนมวัว  ดูการตัดขนแกะ  และนั่งเกวียนไปสัมผัสฟาร์มสไตล์วิกตอเรียแท้ๆ  อย่างใกล้ชิด  (เปิดทุกวัน เวลา  10.00-17.00 น จองตั๋วได้ที่ www.penguins.org.au , www.visitphillipisland.com)

16. Lavender  garden

เพียงแค่บานประตูของร้านขายของที่ระลึกเปิดออก  กรุ่นกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์แห้ง  ไร้การปรุงแต่งแต่อย่างใดก็ฟุ้งขึ้น  แม้คนที่ไม่ค่อยชอบน้ำหอมนัก  ยังต้องยอมแพ้กับความหอมเย็นของดอกไม้ที่กำจายไปทั่ว  Achcombe Maze  &  Lavender  Gardens สวนดอกลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ที่มีลาเวนเดอร์หลายสายพันธุ์กว่า 40,000 ต้น  บานสะพรั่งกลายเป็นพรมสีม่วงให้ได้ชมตลอดปี  ไม่เพียงเท่านั้น   บนเนื้อที่กว่า 25  เอเคอร์  ยังมีทิวสน  เขาวงกตดอกกุหลาบ  ขาวงกตที่ใช้ต้นไม้สีเขียวหนาทึบมาพรางตา  และที่ขาดไม่ได้คือสโคนอกกุหลาบสำหรับนั่งกินกลางสวนสไตล์อังกฤษ  พร้อมด้วยการเลือกซื้อเครื่องสำอางจากดอกลาเวนเดอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมใดๆ (เปิดบริการทุกวัน  เวลา 10.00-17.00 น. www.ashcombemza.com.au)

17. Koala  Center

สวนสัตว์เปิด  Koala  Conservation Center  คือสถานที่ที่จะได้เห็นความน่ารักของโคอาลาอย่างใกล้ชิด  อีกทั้งยังได้เห็นภาพชีวิตของโคอาลาแบบที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรง  ทางเดินเล็กๆ  ลัดเลาะใต้ต้นยูคาลิปตัสหลากหลายสายพันธุ์  นำทางเราสู่บ้านของโคอาลา  ความเงียบและการเข้าชมด้วยหัวใจแห่งนักอนุรักษ์  ทำให้เราสามารถเห็นพฤติกรรมของโคอาลาในแบบที่สวนสัตว์ปิดไม่มี  โคอาลาบางตัวนอนกอดคาคบไม้นิ่งนานร่วม 6 ชั่วโมง  บางตัวกำลังหยอกล้อกับลูกน้อยที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องในขณะที่บางตัวเดินเล่นไปมาระหว่างต้นไม้  โดยลืมไปเลยว่ามีคนซุ่มดูอย่างเงียบๆ ใต้ร่มไม้ด้านล่าง (มีตั๋วราคาพิเศษ  ซื้อครั้งเดียวสามารถเข้าได้ทั้งเพนกวินพาเหรด  และ Churchill  Island Heritage Farm ,  www.visitphillipisaland.com)

18. Fitzroy  Garden

เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสีเขียวอันดับต้นๆ  ของโลกที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่ในทุกมุมของเมือง  และทุกสวนล้วนถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนงานศิลปะการจัดสวนให้น่าสนใจยิ่งขึ้นทุกปี  และสวนสาธารณะที่ติดอันน่าท่องเที่ยวที่สุด  ใหญ่ที่สุดในเมือง  มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดกว่า  150 ปี  และมีผู้เข้าชมปีละกว่า 2 ล้านคน  ได้แก่  สวนฟิตซ์รอย (Fitzroy Gardens)  ที่นี่นอกจากจะมีพืชพันธุ์ไม้หายากแล้วในสวนยังเป็นที่ตั้งของบ้านของกัปตันคุก  นักสำรวจคนสำคัญผู้ไขความลับของแผ่นดินออสเตรเลีย

19. Mornington Peninsula

เพียงชั่วโมงเศษจากเมลเบิร์น  นักท่องเที่ยวสามารถสนุกได้เต็มที่กับสีสันเมืองชายหาดที่แหลมมอร์นิงตัน  เพนนินซูลา  (Mornington Peninsula)  บ้านกล่องสีสดใสตั้งเรียงรายอยู่บนชายหาด  ท้องฟ้าสีสดถูกต้องแต้มไปด้วยสีขาวของนกนางนวลนับพัน  แม้ฤดูหนาวที่นี่เงียบเหงาไปบ้าง  แต่ทันทีที่แสงแดดส่องลงมาทักทาย  เราจะได้เห็นบรรารถบ้านแคมเปอร์แวนมาจับจองพื้นที่ปิกนิกตลอดแนวทราย  บนชายหาดเต็มไปด้วยหนุ่มสาวที่มาครองพื้นที่อาบแดด  ในยามน้ำทะเลลด  สันทรายเล็กๆ กลางทะเลยังเต็มไปด้วยตะกร้า  ปิกนิกของครอบครัว  เป็นอันบอกให้รู้ว่าลานบันเทิงแห่งฤดูร้อนของเมลเบิร์นเปิดต้อนรับแล้ว  (www.visitmorningtonpeninsula.org)

20.  Seafood Savour

เมลเบิร์นนั้นไม่ต่างอะไรจากเมืองชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลสมบูรณ์แลหลากหลาย  ดังนั้นหากใครมาเมลเบิร์นแล้วไม่ได้ลองลิ้มอาหารทะเลสดใหม่  คงเรียกว่ายังมาไม่ถึงเอกลักษณ์ความอร่อยของอาหารทะเลแถบแปซิฟิก  ได้แก่  ความหวานตามธรรมชาติ  และกลิ่นความสดชื่นของน้ำทะเลที่ผสานมาในเนื้อปู  เนื้อปลาโดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ  ให้มากรส  อาหารทะเลที่นี่มีให้เลือกชิมสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่เสิร์ฟเพียงกุ้งลอบสเตอร์ตัวใหญ่ย่างอย่างง่าย  บีบเลมอนเปรี้ยวนิดๆ  ตัดรสความหวาน  แต่ถ้าใครชอบการปรุงแต่งที่พิถีพิถันแบบเอเชีย  ย่านไชน่าทาวน์มีร้านอาหารจีนมากมายที่นำปูอลาสกามาผัดผงกะหรี่  บ้างนำปลาเนื้อดีมานึ่งขิง  รวมทั้งหอยแมลงภู่และหอยนางรมออสเตรเลียที่ต้องกินให้ได้สักครั้ง

21. Cuckoo Restaurant

ร้านอาหารบุฟเฟต์โฮมเมดสไตล์สวีดิชอาจเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในเยอรมณี  ทว่านับตั้งแต่  Cuckoo Restaurant ได้เปิดบริการในฐานะร้านบุฟเฟต์สวีดิชแห่งแรกในออสเตรเลีย  ชื่อนี้ก็ได้กลายมาเป็นร้านบุฟเฟต์ยอดฮิตที่คนทั่วโลกต้องรอชิม  แม้ที่นั่งทั้ง 450 ที่ในกระท่อมแบบบาวาเรียนเต็มทุกวันและทุกชั่วโมง  แต่สิ่งแรกที่ทุกคนจะได้รับอย่างไม่ตกหล่นคืออัธยาศัยไมตรีพร้อมการบริการเป็นเลิศจากพนักงานที่แต่งตัวสไตล์บาวาเรียนในชนบทเมื่อร้อยปีก่อน  ไส้กรอกเยอรมันอาหารบาวาเรียนแท้ๆ  และพาเหรดขนมหวานยังคงรักษาคุณภาพความอร่อยได้เสมอ    โดยเฉพาะแพนเค้กที่กินคู่กับผลไม้สดในฟาร์ม  เสียงหัวเราะครื้นเครงยังคงดังเป็นประจำร้านมาตั้งแต่  ค.ศ. 1914  (www.cuckoorestaurant.com.au)

22. Queen Victoria  Market

เป็นตลาดเก่าแก่ในอาคารเปิดโล่งที่นำกลิ่นอายของวิกตอเรียมาตกแต่ง  ตลาดแห่งนี้เปิดคู่เมืองเมลเบิร์นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1878  ยามเช้าที่นี่ไม่ได้มีแต่ของสดหรือผักผลไม้วางขายเท่านั้น  ยังมีร้านกาแฟคุณภาพเยี่ยมส่งกลิ่นหอมกรุ่นเคียงคู่ร้านขายขนมปังโฮมเมด  และร้าน  Cold  Cut  เกรดเอที่มีคนมารอคิวซื้อตั้งแต่เช้าตรู่  เครื่องครัว  เครื่องชงกาแฟ  และเสื้อผ้าสไตล์วินเทจล้วนหาซื้อได้ที่นี่  เช่นกัน  และในยามสายที่นี่ยังมีของที่ระลึกประทับตราออสเตรเลียให้ได้ซื้อหาในราคาถูกกว่าร้านขายของที่ระลึกทั่วไป  และที่ต่างจากตลาดทั่วไป  ได้แก่ มีโปรแกรมกูร์เมต์ทัวร์ให้เลือก  ทั้งทัวร์ชิมอาหารอร่อย  ทัวร์ชมผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น  และล่าสุดกับทัวร์ทำอาหารที่พาไปซื้อวัตถุดิบในตลาดสด  ก่อนจะเข้าห้องเรียน  Cooking Class ในทันที  (www.qvm.com.au)

23.  The Cullen

โรงแรมดีไซน์เปรี้ยวจี๊ดที่นำแรงบันดาลใจจากภาพวาดของศิลปินชื่อดังชาวออสเตรเลีย  Adam Cullen มาใช้ในการออกแบบ  และแม้ภาพวาดของ Cullen จะมีแต่วัวควาย  ม้าแก่  หรือแมวที่ตายแล้ว  ทว่าเขากลับสร้างสรรค์  สิ่งเหล่านี้ได้อย่างสนุกสนานในแบบฟังค์กี  ซึ่งความสนุกเหล่านี้สามารถพบเจอได้ทุกมุมของโรงแรม  โดยผลงานของ Cullen ที่นำมาตกแต่งนั้นไม่ได้มีแต่ภาพก๊อปปี้เท่านั้น  หลายชิ้นเป็นภาพวาดขึ้นเพื่อตกแต่งโรงแรมนี้โดยเฉพาะ  เรียกได้ว่าเพียงเช็กอินก็สามารถดื่มด่ำกับงานศิลปะได้ไม่ต่างอะไรจากการไปอาร์ตแกลเลอรีเลยทีเดียว (www.mrandmrssmith.com)

24.  A Maze’N Things

แล้วในที่สุดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ที่น่าเบื่ออีกต่อไป  เมื่อ A Maze’N Things ได้นำกฎเกณฑ์เหล่านี้มาปรับเป็นกลเกมแสนสนุก  เด็กเล่นแล้วได้รับความรู้ผู้ใหญ่เล่นยิ่งไม่น่าเบื่อ  ทั้งเขาวงกตที่ใช้เงาสะท้อนจากกระจกเป็นตัวพรางตา  การสร้างโลกเอียงโดยใช้เส้นมุมและหลักแรงโน้มถ่วงมาหลอกความเชื่อเก่าๆ ของเราหรือแม้แต่การใช้เส้นนำสายตามาสร้างให้คนตัวเตี้ยที่สุดกลายเป็นคนที่สูงที่สุดขึ้นมาได้  โดยไม่ต้องใช้สิ่งหลอกพรางใดๆ และที่เป็นไฮไลต์ของดินแดนเวทมนต์แห่งนี้  คือสไลเดอร์  แบบทิ้งดิ่ง  ที่จะทำให้ต้องกรี๊ดจนสุดเสียงโดยไม่ทันตั้งตัว  และเมื่อเดินจากที่นี่  คุณจะรู้ว่า  วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลยสักนิด  ตรงกันข้ามกลับทำให้เราค้นพบความมหัศจรรย์บนโลกใบนี้ได้อย่างคาดไม่ถึง (www.amazenthings.com.au)

25.  Goldfields Life

ที่นี่คือเมืองจำลองมีชีวิต    สามารถถอดจิตวิญญาณของชาวเหมืองทองมาไว้ในโลกยุคสองพันได้สมจริง  พิพิธภัณฑ์มีชีวิต  Sovereign  Hill กำลังบอกเล่าเรื่องราวยุคตื่นทองใน  ค.ศ. 1851  ครั้งนั้นนักแสวงหาต่างมุ่งสู่ Ballarat ดินแดนที่ทุกคนเชื่อว่าทองมหาศาลซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน   รวมทั้งชาวจีนที่มาตั้งแคมป์และขุดเหมืองลึกลงไปยังชั้นใต้ดินของ  Sovereign Hill  แห่งนี้  และไม่ว่าจะด้วยการแต่งกายแบบชาวเหมืองของผู้ชาย  ผู้หญิงยังคงใส่กระโปรงสุ่มถือร่มลายดอกสีขาว  หรือจะด้วยบรรยากาศเมืองเก่าที่มีครบทั้งเหมือง  รถม้า  บ้านจำลองแบบเมือง  คาวบอย  ช่างทำทอง  นายอำเภอ  การอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาร่อนทองกลับไปบ้านได้จริง  ทั้งหมดทำให้โรงละครแห่งนี้มีความสมจริง (90  นาทีจากสนามบินเมืองเมลเบิร์น  เปิดบริการทุกวันเวลา  10.00-17.00 น. www.sovereignhill.com.au)

น้องๆ ที่อยากไปเรียน ทำงาน ไม่ว่า จะเรียนภาษา หรืออื่นๆ ไม่ควรพลาดโอกาสนี้ ได้ ใช้ชีวิตในเมืองที่น่าอยู่ สวยงาม และ ปราศจากมลพิษ

ปรึกษาพี่ๆ LSC ได้เลยที่ 02.624.4505/ 080.936.9898
Line: LSCinterstudy
What’s app: 090.642.5261

— โครงการ Study & Work Experiences อื่น ๆ (คลิกดูรายละเอียดได้เลยนะคะ) —

Work & Travel USA
 
หลากหลายโรงเรียน ในต่างประเทศ มากกว่า 10000 ที่ทั่วโลก ปรึกษาทีมงาน  LSC free! เพื่อรับข้อมูลที่เหมาะสมกับแผนของน้องๆ Line: @LSCinter/Tel: 080.936.9898
Subscribe!